Lady Journey : Explorer Lady 22-24 Jul 2011

posted on 08 Aug 2011 13:58 by monkeybabu

 

ไปเที่ยวกับคณะ Lady Journey เส้นทาง Explorer Lady มาครับ โดยการเดินทางครั้งนี้มี 3 วัน และมีคน ดังมาร่วมทางกับผมด้วยครับ นั่นคือ คุณสกาวใจ พูนสวัสดิ์ และ ดร.ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ ครับ

 

วันแรก 22 กค. 54

วันแรกเริ่มจากอำเภอปราณบุรี โดยที่แรกที่ได้ไปคือ ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี อ.ปราณบุรี

โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ของ ปตท. ครับ เดิมพื้นที่นี้เคยเป็นนากุ้งรกร้างมาก่อน แต่ด้วยพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ได้กลับมาเป็นป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งครับ

พื้นที่ของโครงการนี้มีสัตว์ทั้งน้อยใหญ่ ที่เป็นสัตว์เฉพาะเขตป่าชายเลนมากมายเลยครับ ที่เป็นจุดเด่นที่สุดคือ ปูก้ามดาบและปลา ตีน

นี่คือปูก้ามดาบครับ ตัวเล็กๆ แต่มีกันเยอะแยะเลย ปูก้ามดาบตัวผู้จะมีก้ามข้างหนึ่งโตกว่าปกติ ทำให้ดูเหมือนเป็นดาบครับ เจ้าปูก้าม ดาบนี้ถือเป็นนักพัฒนาพื้นที่ตัวยงของป่าชายเลนเลยนะครับ เพราะปูก้ามดาบจะช่วยพรวนดินจากการทำรังของพวกเค้า ทำให้ดินมี อากาศเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นไม้งอกงามครับ

ต่อไปเป็นปลาตีนครับ ไม่ได้หยาบคายนะ มันชื่ออย่างนี้จริงๆ เพราะเจ้าปลาตีนเนี่ยจะคลานบนดินเลนด้วยครีบที่อยู่ตรงท้องของมันครับ จึงดูเหมือนว่าปลาเนี่ยมีเท้าเดินไปมา คนโบราณเลยตั้งชื่อว่าปลาตีน

ถัดมาเป็นหอยนางรมครับ หอยนางรมเนี่ยถือว่าเป็นหอยอนามัยครับ เพราะหอยนางรมนั้นจะหากินอยู่ในบริเวณที่น้ำสะอาดเท่านั้นนะ ครับ โดยในรูปเนี่ยเป็นการสาธิตการเลี้ยงหอยนางรม 2 แบบครับคือแบบลานทางด้านขวา เป็นการเลี้ยงหอยแบบให้มากองรวมๆกัน อยู่บนลานโดยหอยจะจมน้ำเวลาน้ำขึ้น กับการเลี้ยงแบบจุ่มทางด้านซ้ายโดยให้หอยเกาะบนเชือกที่ผูกอยู่กับทุ่นครับ

พืชพันธุ์ในป่าชายเลนเองก็มีความน่าสนใจมากมายครับ อย่าเช่นต้นโกงกาง โกงกางเนี่ยมี 2 พันธุ์ใหญ่ๆคือ แบบใบเล็ก และใบใหญ่ ครับ การสังเกตุก็ดูได้ทั้งที่ใบและที่รากครับ โดยต้นโกงกางในเล็ก ใบจะเล็ก เรียวแหลม ปลายใบแดง ส่วนรากก็จะปักพื้นเหยียดตรง เป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนดกงกางใบใหญ่ ใบจะใหญ่หนา รากจะโค้งปักดินดูเหมือนสุ่มไก่ครับ

ต่อไปคือต้นแสมครับ ต้นแสมจะมีระบบรากแบบรากอากาศ โดยรากของต้นแสมจะมีลักษณะเป็นเหมือนฟองน้ำแผ่กระจายออกไปใน ใต้ดินและจะมีรากอากาศแทงขึ้นเหนือดินเป็นระยะๆ ซึ่งรากที่เป็นฟองน้ำนั้นสามารถแผ่ออกไปได้ถึง 1 กิโลเมตรเลยครับ

อีกอย่างที่น่าสนใจคือต้นชะครามครับ ชะครามเป็นผักชนิดหนึ่งที่อยู่ในเขตน้ำกร่อย รสชาติมันๆคล้ายชะอมครับ แต่ไม่มีหนามเหมือน ชะอมและรมเค็มนิดๆครับ เด็ดใส่ไข่ทำไข่เจียวชะครามนี่ไม่ต้องเติมน้ำปลาเลยล่ะ

นี่คือลูกต้นตีนเป็ดหรือพระยาสัตยาบันครับ ผมเพิ่งเคยได้เห็นมันเนี่ยแหละ

หลังจากนั้นก็ไปยังหนึ่งในสองจุดที่พลาดไม่ได้สำหรับที่นี่ครับ อย่างแรกคือหอชะครามครับ จากยอดของที่นี่เราจะสามารถ มองเห็นพื้นที่ทั้งหมดของพื้นที่โครงการได้ครับ สวยงามมากเลย

จุดถัดมาก็คือพลับพลาที่ประทับ และต้นไม้ทรงปลูกครับ จุดนี้เป็นจุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาตรวจเยี่ยม ดครงการพร้อมกับสมเด็จพระเทพครับ ที่หน้าพลับพลาก็จะมีต้นโกงกางใบใหญ่ที่ทั้งสองพระองค์ได้ทรงปลูกเอาไว้ครั้งนั้นครับ

หลังจากนั้นก็เดินทางไปวัดตาลเจ็ดยอดเพื่อไปนมัสการหลวงพ่อโตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดครับ โดยฐานขององค์พระนั้นก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่างๆเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาอีกด้วย

หลังจากสักการะหลวงพ่อโตแล้วคณะเดินทางก็เดินทางเข้าพักที่สิรารัญรีสอร์ท โดยที่นี่มีลักษณะเป็นแบบกึ่งโรงแรมกึ่ง บังกาโลครับ เสียดายที่มาตอนหน้าฝน เลยเดินชายหาดไม่สนุกเลย เพราะทรายเปียกหมด ติดเท้าเวลาเดินเยอะแยะเต็มไปหมด

 

 

วันที่สอง 23 กค. 54

วันที่สองรีบตื่นก่อน 6 โมงเช้า มาถ่ายรูปชายหาดครับ ทราบแห้งลงนิดหน่อย แต่ก็ยังติดเท้าเยอะอยู่ดี อยู่ถ่ายรูปขยะๆจนฟ้าสว่างก็กลับไปอาบน้ำ กินข้าวครับ หลังจากทานข้าวเช้า ก็ออกเดินดูด้านหน้าโรงแรมที่พักครับ โรงแรมสิรารัญเป็นโรงแรมที่มีกิจกรรมกลางแจ้งมากมายสำหรับแขกที่มา พักด้วย มีการเลี้ยงนกต่างๆไว้หลากหลายชนิด เรือนเพาะเห็ด ไร่สัปปะรดยังมีเลยครับ

หลังจากนั้นก็ออกจากที่พัก ไปยังกองบิน 5 อ่าวมะนาวครับ กองบินที่ 5 อ่าวมะนาวเป็นสถานที่ที่ทหารไทยทำการสู้รบกับทหาร ญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภายในกองบิน 5 มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่ ภายในมีการแสดงแสงสีเสียงขนาดเล็กซึ่งจำลองเหตุการณ์ดังกล่าว และพิพิธภัณฑ์หอยตลับที่แสดงข้อมูลของหอยตลับซึ่งสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิตบรมราชินีนาถได้ทรงมาเพาะเลี้ยง ณ อ่าวมะนาว, อุทยานประวัติศาสตร์ที่แสดงนิทรรศการแสดงถึงวิถีชีวิต และเหตุการณ์ ในช่วงที่ญี่ปุ่นยกทัพมายังประเทศไทย

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังศาลเจ้าพ่อขาล้อมหมวกซึ่งอยู่ภายในบริเวณกองบิน 5 เช่นกัน โดยเจ้าพ่อล้อมหมวกนั้น เดิมทีเป็นชาวจีน โพ้นทะเลในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นผู้บุกเบิกทำให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ชาวบ้านในจังหวัดจึงได้เคารพนัพ ถือและยกให้เป็นดังเทพเจ้า ในบริเวณใกล้ๆกันนั้นจะมีทางซึ่งสามารถไปชมรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งคณะเดินทางไม่ได้เข้าไปเนื่องจากต้องใช้เวลานานเกินไป

แต่ที่ปากทางเข้ายังมี ค่างแว่น ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีหน้าตาคล้ายลิงหรือชะนี โดยวัยเด็กจะมีสีน้ำตาล แต่เมื่อโตเต็มที่จะมีสีเทา รอบดวงตาจะมีสีขาวราวกับกำลังใส่แว่นอยู่ ซึ่งค่างแว่นดังกล่าวนั้นมีความเชื่องอย่างมาก ผู้มาชมสามารถซื้อถั่วลิสงคั่วหรือข้าวโพดต้ม ไปเป็นอาหารแก่ค่างแว่นได้

คณะเดินทางได้เดินทางออกจากกองบิน 5 เพื่อรับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารรับลม ซึ่งเป็นร้านอาหารชื่อดังของอ่าว มะนาว ร้านอาหารติดชายหาด

เมื่อรับประทานอาหารกลางวันแล้ว คณะเดินทาง ได้เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยแต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นไร่สัปปะรด ซึ่งได้รุกล้ำเข้าไปยังเขตหากินของช้างป่า ทำให้ช้างเข้า บุกรุกไร่สัปปะรดเพื่อหาอาหาร ทำให้เกิดปัญหาระหว่างคนกับช้างขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้ พลิกฟื้นไร่สับปะรดบริเวณนั้นให้กลายเป็นป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์

โดยในการเดินทางครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายอำเภอกุยบุรีเป็นผู้ให้ความรู้ระหว่างการเดินทาง โดยได้มีการเล่าถึงความเป็น มาของโครงการดังกล่าว อธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับชาวบ้านในพื้นที่ จากนั้นคณะเดินทางต้องเดินทางโดยรถกระบะ ย่อยๆ 5 คันฝ่าสายฝนเข้าไปในเขตวนอุทยานเพื่อร่วมกันทำโป่งเทียมให้ช้างป่า

โป่งเทียมนั้นเป็นการจำลองปรากฏการณ์ธรรมชาติของโป่งดิน โดยโป่งดินนั้นเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับสัตว์ป่า เพื่อรับ แร่ธาตุประเภทแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูก และโซเดียมเพื่อใช้ในการสร้างอวัยวะและกล้ามเนื้อ โดยมีขั้นตอนการทำคือ ให้ขุดดินพื้นที่ 2x2 ให้ลึกลงไปประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นจึงทำการโรยเกลือสมุทรและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสัตว์ป่า จากนั้นจึง กลบดินทับ โดยทำทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งโป่งดินดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์เพื่อที่จะให้สัตว์ป่าต่างๆสามารถเข้ามา กินดินบริเวณโป่งนั้นได้

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังจุดชมช้าง 2 จุด โดยจุดแรกเป็นหน้าผาช้าง ซึ่งจะมีโอกาสพบช้างที่จะเข้ามากินหญ้าได้เป็น บางครั้ง และจุดที่สองซึ่งเป็นบึงน้ำที่มักจะมีช้างมาดื่มกินและเล่นน้ำบ่อยครั้ง โดยจุดที่สองนี้ยังมีศาลช้างที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ ช้างป่าที่ตายไป และศาลตายายอีกด้วย

จากนั้น คณะเดินทางได้ทยอยกลับมายังรถบัสเพื่อที่จะเดินทางไปยัง โรงแรมวาฏิกา รีโซวิลล่า กุยบุรี โดยก่อนที่จะออกเดิน ทางนั้น ดร.ธีรชัย พรศิลป์ศิริรักษ์ ได้แยกกลับออกจากคณะเนื่องจากติดภารกิจ โดยเมื่อถึงโรงแรมที่หมายแล้ว คณะเดินทางได้รับ ประทานอาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ ณ บริเวณชายหาดของโรงแรม

 

 

วันที่สาม 24 กค. 54

เนื่องจากยังอ่อนเพลียจากกิจกรรมทำโป่งเทียมของวันที่ 2 อยู่ จากนั้นจึงอาบน้ำแล้วออกไปดูชายหาดตอนเช้าและถ่ายรูปเก็บไว้ ชาย หาดที่นี่ค่อนข้างมีปูชายหาดออกมาทำรังเป็นจำนวนมาก ไม่สวยนักแต่ก็แปลกตาไปอีกแบบ จากนั้นจึงเก็บของเอากระเป๋าไปที่ล็อบบี้ จากนั้นก็ออกไปถ่ายรูปบริเวณรีสอร์ท

โดยรีสอร์ทวาติกานั้นเป็นที่พักแบบ Boutique Hotels ที่เน้นหนักในการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละห้อง โดยมีที่พักอยู่ 2 ประเภทหลักคือแบบบ้านพัก และแบบห้องพัก โดยแต่ละแบบก็มีการตกแต่งแตกต่างกันออกไปอีก โดยยึดหลักใช้ ลักษณะเด่นของที่พักในลักษณะต้องท้องถิ่นของแต่ละประเทศ

จากนั้น คณะได้เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก มุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อำเภอสามร้อนยอด โดยชื่อของ เขาสามร้อยยอดนั้นมีที่มาจากในสมัยโบราณ มีเรือสำเภาจีนอัปปางบริเวณใกล้ๆ ชาวจีนจำนวนหนึ่งขึ้นฝั่งมายังบริเวณดังกล่าวประมาณ 300 ราย บริเวณแถบนั้นจึงเรียกว่า"เขาสามร้อยรอด" แต่เมื่อจากคำเรียกที่เพี้ยนไปตามกาลเวลา ประกอบ กับสภาพภูมิประเทศที่มียอดเขาลูกเล็กๆมากมาย จึงได้ชื่อว่าเขาสามร้อยยอดเช่นในปัจจุบัน

 เมื่อคณะได้เดินทางมาถึงหาดหน้าวัดบางปู เพื่อนั่งเรือเล็กอ้อมเขาเทียนไปยังหาดแหลมศาลา เพื่อไปยังทางขึ้นเขาเข้าสู่ถ้ำ พระยานคร ถ้ำพระยานครนั้น เป็นถ้าขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ทำให้มีเพดานถ้ำที่มีปล่องให้แสงสว่างลอดเข้ามาได้ จุดที่น่าสนใจ ของถ้ำนี้มีหลายที่ อาทิ พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เป็นพลับพลาแบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสมายังถ้ำแห่งนี้, พระราชลัญจกรณ์ของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7, น้ำตกบก เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการเกิดหินงอกหินย้อย มีลักษณะเป็น เหมือนน้ำตกหลากหลายชั้นที่สร้างขึ้นจากหินเท่านั้น, ต้นไม้พิษ ที่ทุกๆส่วนแม้แต่ใบก็ยังมีพิษที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดแสบปวด ร้อน, ต้นคู่รัก ที่เป็นต้นไม้ที่มีกิ่งโน้มลงมาบนดิน ทำให้ดูเหมือนเป็นต้นไม้ 2 ต้นโค้งเข้าหากัน, สะพานมรณะ ซึ่งเป็นส่วนของ เพดานถ้ำที่ถูกน้ำกัดเซาะทั้ง 2 ข้างออก ทำให้มีลักษณะเหมือนสะพานหินที่ทอดผ่านด้านบนเพดานถ้ำ, หินจระเข้ เป็นหินสีเขียว ขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับจระเข้ นอกจากนี้บริเวณใกล้พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ยังเป็นที่ทำวิปัสนาของพระเกจิรูปหนึ่ง ซึ่ง ปัจจุบันเป็นที่เก็บอัฐิของพระรูปดังกล่าวแทน แต่ยังมีนักท่องเที่ยวมาสักการะบูชาบริเวณดังกล่าวเสมอๆ

คณะได้เดินทางออกมาจากถ้ำเพื่อกลับไปลงเรือเพื่อมารัปประทานอาหารกลางวันที่หาดหน้าวัดบางปูอีกครั้ง ก่อนที่จะออกเดินทางไปยัง โครงชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยโครงการดังกล่าวมี ที่มาจากเมื่อครั้งยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล ได้มีชาวบ้านนำหัวมันมาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทรงลืมนำหัว มันนั้นกลับกรุงเทพโดยลืมไว้บนตาชั่งแบบโบราณ เมื่อทรงเสด็จกลับมาอีกครั้ง ได้พบว่ามันหัวดังกล่าวได้งอกและแตกใบออกมา จึง ทรงตรัสว่า"มันอยู่ที่ไหนก็งอกได้" หลังจากนั้นจึงทรงนำมันต้นดังกล่าวใส่กระถามปลูกเอาไว้ และทรงมีรับสั่ง ให้เลขาในพระองค์หาพื้นที่ที่เหมาะสมมำหรับการปลูกหัวมันดังกล่าว โดยทรงซื้อที่ดินจากชาวสวนมะนาวคนหนึ่งในอำเภอท่ายาง ซึ่ง เมื่อชาวบ้านคนดังกล่าวทราบเรื่อง จึงขอถวายการเพาะปลูกมะนาวซึ่งมีอยู่เดิมในพื้นที่และมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวจึงทรงอนุญาติตามนั้น พร้อมทั้งมีรับสั่งให้หน่วยงานราชการต่างๆทั้งในและนอกพื้นที่ ทำการปรับปรุงพื้นที่บริเวณนั้นให้ เหมาะสมสำหรับการเกษตรกรรม จึงนับได้ว่าโครงการนี้คือไร่นาส่วนตัวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลังจากนั้น คณะได้เดินทางออกจากโครงการชั่งหัวมันเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร